ประวัติส่วนตัวของ

ประวัติส่วนตัวของ เมาริซิโอ อิสล่า นักฟุตบอลอาชีพ เมาริซิโอ อิสล่า นักฟุตบอลอาชีพ

ประวัติส่วนตัวของ เมาริซิโอ อิสล่า นักฟุตบอลอาชีพ เมาริซิโอ อิสล่า นักฟุตบอลอาชีพ

ประวัติส่วนตัวของ เมาริซิโอ อิสล่า

ชื่อจริง : เมาริซิโอ อิสล่า
วันเกิด : 12 เดือนมิถุนายน 1988
เกิดที่ : บูอิน, ประเทศชิลี
สัญชาติ : ประเทศชิลี
ส่วนสูง : 177 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : แบ็คขวา

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

ยูนิเบร์ซิดัด กาโตลิก้า (1999-2007)

อิสล่า เริ่มเตะบอลในระดับเยาวชนกับสโมสร ยูนิเบร์ซิดัด กาโตลิก้า ในปี 1999 ในตำแหน่งกองหน้า อย่างไรก็ตามปัญหาในเรื่องความสูง ทำให้เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทไปเล่นเป็นกองหลังแทน ซึ่งเป็นช่วงที่ กาโตลิก้า ขาดกองหลังเยาวชนที่มีคุณภาพพอดี และส่งผลให้เขาที่เล่นในตำแหน่งใหม่นี้ได้ดี ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ในปี 2006 แต่ว่าก็ไม่เคยได้รับโอกาสลงสนามอย่างเป็นทางการเลยแม้แต่นัดเดียวแล้วก็ในปี 2007 โฆเซ่ เดล โซล่าร์ ผู้จัดการทีมของทีมในขณะนั้นตัดสินใจส่งเขากลับลงไปเล่นให้กับทีมเยาวชนอีกครั้ง

อูดิเนเซ่ (2007-2012)

เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในช่วงหน้าร้อนของปี 2007 ในศึก ฟีฟ่า เวิลด์ คัพ ยู-20 2007 ที่ประเทศแคนาคา แล้วก็หลังจากจบทัวร์นาเม้นต์นั้น อิสล่า ก็ได้รับการคว้าตัวโดยสโมสร อูดิเนเซ่ ในศึก กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี ด้วยระยะสัญญายาว 5 ปี โดยเขาสามารถเล่นได้อีกทั้งเกมรับและก็เกมรุก ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเขามีทักษะการครองบอลที่สุดยอดและก็สามารถพาบอลเปลี่ยนจากรับเป็นรุกได้อย่างเร็ว หรือที่รู้จักกันว่า “เคาน์เตอร์ แอ็ทแท็ค” ซึ่งเทคนิคของเขายอดเยี่ยมขึ้นเรื่อยอย่างน่าประหลาดใจจากฝีเท้ารวมทั้งความแข็งแกร่งที่เห็นได้ชัด

แหล่งที่มา sport-idol

เปิดประวัติ

เปิดประวัติ “มิก้า ชูนวลศรี” ปราการหลังหน้าใหม่

เปิดประวัติ “มิก้า ชูนวลศรี” ปราการหลังหน้าใหม่

เปิดประวัติ “มิก้า” เป็นนักเตะลูกครึ่งไทย-เวลส์ เกิดวันที่ 26 มี.ค. 1989 คุณพ่อชื่อ ชรินทร์ ชูนวลศรี เป็นอดีตนักเตะของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ส่วนคุณแม่ชื่อ เอเรียต เริ่มเล่นบอลด้วยการเป็นเด็กฝึกหัดกับสโมสรดังของประเทศอย่าง คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ก่อนถูกปล่อยตัวในปี 2007

หลังจากนั้นขึ้นตรงต่อกับทีมในเวลส์อีก 3 สโมสร ก่อนถูก เมืองทองฯ ยูไนเต็ด ซิวมาลุยไทยลีกในปี 2009 และก็เป็นจุดเริ่มแรกสำหรับการสร้างชื่อเสียงเชิงลูกหนังบนแผ่นดินเกิดของคุณพ่อ

ก่อนหน้าที่ผ่านมา “มิก้า” เคยรับใช้ทีมชาติเวลส์รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปีมาแล้ว 3 นัด เคียงข้าง “อารอน แรมซี่ย์” กองกลางตัวเก่งของ อาร์เซน่อล รวมถึง “แกเร็ธ เบล” นักฟุตบอลเจ้าของสถิติค่าตัวแพงที่สุดในโลกของ เรอัล มาดริด มาแล้ว ซึ่งรายแรกเป็นเพื่อนสนิทของมิก้าด้วย

“มิก้า” นับว่าเป็นนักฟุตบอลสารพัดประโยชน์คนนึงในแนวรับ แต่ว่าตำแหน่งที่สร้างชื่อให้เขาในตอน 2 ปีข้างหลังเป็น เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ที่เจ้าตัวโชว์ฟอร์มเยี่ยมกับทั้งยัง สุพรรณบุรี เอฟซี ทีมเก่า แล้วก็ แบงค็อก ยูไนเต็ด สังกัดเดิมในขณะนี้นั่นเอง

สำหรับในการเข้ามาติดทีมชาติคราวนี้ ถึงแม้ว่าจะมาในฐานะตัวแทนของ “อดิศร พรหมรักษ์” ที่ถอนตัวเนื่องจากการบาดเจ็บ แต่ว่าก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มิก้า” สมควรด้วยประการทั้งปวง เพราะว่าผลงานในลีกของแข้งรูปหล่อแจ่มแจ๋วอย่างยิ่ง

อนึ่ง ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทานคิงส์คัพ ครั้งที่ 43 จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 1-7 เดือนกุมภาพันธ์นี้ ที่สนามฟุตบอลเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา จังหวัดนครราชสีมา โดยมี 4 ทีมร่วมแข่งขัน คือ ไทย , ประเทศเกาหลีใต้, ประเทศเกาหลีเหนือ และก็ โครเอเชีย

แหล่งที่มา sanook

รักหมดใจของ

รักหมดใจของ ‘เจมส์ มิลเนอร์’ สู่การปฏิเสธ ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’

รักหมดใจของ ‘เจมส์ มิลเนอร์’ สู่การปฏิเสธ ‘แมนฯ ยูไนเต็ด’

รักหมดใจของ เจมส์ มิลเนอร์ อดีตมิดฟิลด์จอมขยันของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เปิดตัวเป็นนักฟุตบอลใหม่ของหงส์แดงอย่างเป็นทางการอีกราย โดยจะใส่เสื้อเลข 7 ลงเล่นเหมือนกับสมัยค้าแข้งอยู่เรือใบสีฟ้าอีกด้วย

ดาวเตะวัย 29 กะรัต ถูกลิเวอร์พูลคว้าตัวมาเสริมทัพเป็นรายแรกของตลาดซัมเมอร์นี้แบบไม่มีค่าตัว หลังหมดสัญญาค้าแข้งในถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อช่วงจบฤดูกาลก่อนหน้านี้

“มันเป็นความรู้สึกที่น่าตื่นตาตื่นใจมาก” แข้งดีกรีติดทัพสิงโตคำราม กล่าวกับ liverpoolfc.com

“มันเกิดเรื่องใหญ่เสมอกับการย้ายสโมสร โดยยิ่งไปกว่านั้นการได้เซ็นสัญญากับยอดทีมอย่างหงส์แดงซึ่งเป็นทีมที่มีประวัติศาสตร์มากมาย มันถือเป็นเรื่องดีที่ผมได้อยู่ที่นี่ ช่วงซัมเมอร์คุณมักจะนึกถึงความก้าวหน้าใหม่ มันก็เลยยอดเยี่ยมสุดๆไปเลยที่ผมตัดสินใจมากอยู่ตรงนี้”

“ผมเคยใส่เบอร์ 7 ขณะที่อยู่กับแมนฯ ซิตี้ แต่ว่ากับที่หงส์แดงคุณสามารถจะเลือกสวมเบอร์อะไรก็ได้ เพราะว่าล้วนเป็นเบอร์ที่ผู้เล่นชั้นยอดเคยใส่มาแล้วทั้งหมด ผมทราบว่าเลข 7 นับว่าเป็นเลขลำดับพิเศษของสโมสรที่นี้มากๆและผมก้หวังว่าจะสามารถเป็นหนึ่งในนักฟุตบอลคนพิเศษของทีมให้ได้”

ประวัติความเป็นมาของ เจมส์ มิลเนอร์

ชื่อจริง : เจมส์ มิลเนอร์
วันเกิด : 4 มกราคม 1986
เกิดที่ : ลีดส์, อังกฤษ
สัญชาติ : อังกฤษ
ความสูง : 175 ซม.
ตำแหน่ง : กองกลาง

ประวัติส่วนตัว

เจมส์ มิลเนอร์ (เกิด 4 เดือนมกราคม 1986) นักฟุตบอลอาชีพคนอังกฤษ โดยเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ให้กับสโมสร แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แล้วก็ทีมชาติอังกฤษ ซึ่งก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาเคยค้าแข้งกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด, สวินดอน ทาวน์, นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แล้วก็ แอสตัน วิลล่า

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

ลีดส์ ยูไนเต็ด (2002-2004)

มิลเนอร์ ลงสนามกับ “ยูงทอง” เป็นครั้งแรกในวันที่ 10 เดือนพฤศจิกายน 2002 เจอกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด โดยลงไปในสนามเป็นสำรองแทนที่ของ เจสัน วิลค็อกซ์ ในช่วงหกนาทีสุดท้ายของเกม และทำให้เขาเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดอันดับสองที่ลงเล่นในศึกพรีเมียร์ลีก ด้วยวัยเพียง 16 ปีกับอีก 309 วัน โดยในวัน บ็อกซิ่งเดย์ เขากลายเป็นนักเตะที่อายุน้อยที่สุดที่สามารถยิงประตูได้ในพรีเมียร์ลีก ด้วยอายุ 16 ปีกับอีก 356 วัน และช่วยให้ทีมเอาชนะ ซันเดอร์แลนด์ ไปได้ 2-1 ทำลายสถิติเดิมของ เจมส์ วอห์น แข้งเยาวชนจากสโมสร เอฟเวอร์ตัน

ภายหลังลงไปในสนามช่วยทีมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เขาได้รับรางวัลด้วยการต่อสัญญาไปอีก 5 ปีในวันที่ 10 เดือนกุมภาพันธ์ 2003 ซึ่งต่อไปเข้าสู่ฤดูกาล 2003-04 เขาได้ถูกปล่อยยืมให้กับ สวินดอน ทาวน์ ทีมใน ลีก ทู ใช้งานเพื่อเก็บประสบการณ์ในฐานะผู้เล่นตัวจริงเป็นเวลา 1 เดือน ซึ่งได้ลงเล่นถึง 6 เกมและก็ยิงได้ 2 ประตูกับ ปีเตอร์โบโร่ ยูไนเต็ด และก็ ลูตัน ทาวน์

อย่างไรก็แล้วแต่ทางของ ลีดส์ ยูไนเต็ด ไม่สู้ดีนักเนื่องจากว่ามีปัญหาเรื่องการเงินและก็ทำให้ทีมจะต้องปล่อยนักฟุตบอลตัวเก่งออกจากทีม เพื่อหาเงินมาทำทีมต่อไป ซึ่ง มิลเนอร์ เองก็ยังอยู่ในแผนการทำทีมเพราะว่าการที่เขาเป็นเด็กปั้นของสโมสร ก็เลยสามารถอยู่ช่วยทีมต่อไปได้ แต่ว่าแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เมื่อทีมต้องตกชั้นหลังจบฤดูกาลดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งเขาได้รับความสนใจจาก ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์, แอสตัน วิลล่า และก็ เอฟเวอร์ตัน โดยเขาปฏิเสธข้อเสนอทั้งหมดที่ยื่นมา เพราะว่าทางสโมสรยืนยันว่า “เขาคืออนาคตของ ลีดส์”

แต่ว่าในในที่สุดปัญหาการเงินในสโมสรบานปลายจนทำให้ มิลเนอร์ ถูกขายให้กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวราว3.6 ล้านปอนด์ (ราวๆ 191 ล้านบาท) แม้ว่าเจ้าตัวจะไม่มีความสุขกับการที่สโมสรปล่อยตัวเขาออกจากทีมก็ตาม ซึ่งในวันเดือน กรกฎาคม 2004 เขาได้ตกลงเซ็นสัญญากับ “สาลิกาดง” เป็นเวลา 5 ปีด้วยกัน

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (2004-2005)

มิลเนอร์ ลงสนามเป็นครั้งแรกให้กับ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในระหว่างทัวร์ปรี-ซีซั่นที่เอเชีย และก็ยิงประตูแรกได้ในเกมที่เสมอกับ คิตฉี 1-1 โดยเขาลงสนามเป็นเกมแรกในพรีเมียร์ลีก พบกับ มิดเดิ้ลสโบรช์ เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2004 ซึ่งเขาระเบิดฟอร์มในการเล่นเป็นปีกขวาได้อย่างสุดยอด แม้ว่าเขาจะเล่นเป็นปีกซ้ายในสมัยที่อยู่กับ ลีดส์ ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของ มิลเนอร์ จะต้องเปลี่ยนไปอีกครั้ง หลังจากการเข้ามาคุมทีมของ แกรม ซูเนสส์ ทำให้เขาได้รับโอกาสลงสนามเพียง 13 เกม และก็ยังไม่ได้เล่นเป็นตัวจริงในพรีเมียร์ลีกของ นิวคาสเซิ่ล อีกด้วยจนกระทั่งถึงเดือน เดือนเมษายน 2005 ซึ่งหลังจบฤดูกาลเขาลงสู่สนามให้ทีมทั้งสิ้น 41 นัดในทุกรายการแล้วก็ยิงประตูเพียง 1 ลูกเท่านั้น แน่นอนว่าเขาไม่อยู่ในรายชื่อ 11 ผู้เล่นตัวจริงของ ซูเนสส์

ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2005-06 มิลเนอร์ อยู่ในเงื่อนไขการเซ็นสัญญา นอลเบร์โต้ โซลาโน่ จาก แอสตัน วิลล่า ซึ่งเขาจำเป็นต้องถูกปล่อยยืมเป็นเวลาหนึ่งซีซั่นไปยังสโมสร “สิงห์ผงาด” ซึ่งขณะนั้น เดวิด โอ’เลียรี ผู้ที่เคยทำงานร่วมกับ มิลเนอร์ สมัยที่อยู่กับ ลีดส์ นั่งแท่นเป็นกุนซืออยู่ ทำให้เขามีความสุขมากในดีลคราวนี้ รวมทั้งหวังว่า แอสตัน วิลล่า จะดึงตัวเขาไปร่วมทัพอย่างจริงจัง

แอสตัน วิลล่า (2005-2006) – ยืมตัว

มิลเนอร์ ลงในสนามเปิดตัวกับ วิลล่า ตอนวันที่ 12 เดือนกันยายน 2005 ในศึกพรีเมียร์ลีกพบกับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ซึ่งหลังจากนั้น 5 วันต่อมา เขาสามารถทำประตูแรกได้เลย ให้ทีมเสมอกับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 1-1 และก็อย่างที่ทราบกันดีว่าเขาพยายามที่จะแสดงผลงานให้ดี เพื่อให้ วิลล่า ยื่นข้อเสนอซื้อขาดเขากับทาง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด

แต่หลังจากที่สโมสรสังกัดเดิมเดิมของเขามีการเปลี่ยนกุนซืออีกที ทำให้เขากลับมาเป็นผู้เล่นในแผนการทำทีมของ เกล็นน์ โรเดอร์ กุนซือคนใหม่ และยืนยันที่จะไม่ปล่อยตัวเขาออกจากทีม แม้ว่าจะมีข้อเสนอจากทาง แอสตัน วิลล่า ถึง 4 ล้านปอนด์ (ประมาณ 213 ล้านบาท) แต่ทางสโมสรได้ไม่ยอมรับข้อแนะนำนี้แล้วก็เรียกตัวเขากลับมาสู่ทีม

นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด (2006-2008)

เกล็นน์ โรเดอร์ ผู้เล่นกุนซือของ นิวคาสเซิ่ล มีแนวโน้มที่ดีกับตัวของ มิลเนอร์ ในการกลับมาเล่นในฤดูกาล 2006-07 ถึงแม้ผลงานในลีกของเขากับทีมอาจจะไม่ดีนัก แต่ว่าเขาเป็นคีย์แมนในการพาทีมผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า คัพ ในขณะที่เขามีข่าวลือค่อนข้างหนักเกี่ยวกับการซื้อ-ขายในตอนตลาดหน้าหนาวเดือนมกราคม

ในวันที่ 1 เดือนมกราคม 2007 มิลเนอร์ ซัดประตูแรกของฤดูกาลในเกมที่เสมอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-2 จากการยิงไกลกว่า 25 หลา ซึ่งต่อมา โรเดอร์ ค่อนข้างยกย่องในความพยายามของ มิลเนอร์ เป็นอย่างมากจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก รวมทั้งมั่นใจว่าเขาเป็นนักฟุตบอลที่ทุ่มเทในเวลาฝึกมากที่สุด โดยเขาได้รับการต่อสัญญาเพิ่มไปถึงปี 2011 ในเดือนพฤษภาคม 2007

แหล่งที่มา sport-ido

ประวัติคริสเตียน

ประวัติคริสเตียน คริสเตียน สตูอานี่

ประวัติคริสเตียน คริสเตียน สตูอานี่

ประวัติคริสเตียน ประวัติส่วนตัว

วันเกิด : 12 เดือนตุลาคม 1986
เกิดที่ : ตาล่า, อุรุกวัย
สัญชาติ : อุรุกวัย
ส่วนสูง : 186 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า

คริสเตียน สตูอานี่ (เกิด 12 เดือนตุลาคม 1986) นักฟุตบอลชาวอุรุกวัย ซึ่งเขาเล่นในตำแหน่งศูนย์หน้า และเคยค้าแข้งกับสโมสร เรจจิน่า, เลบานเต้, ราซิ่ง ซานตานเดร์, เอสปันญ่อล และก็ มิดเดิ้ลสโบรช์

เส้นทางในอาชีพการค้าแข้ง

ช่วงต้นของอาชีพค้าแข้ง

เขาเกิดที่เมืองตาล่า ในประเทศอุรุกวัย และก็ในปี 2004 สตูอานี่ เข้าร่วมเล่นกับสโมสร ดานูบิโอ เป็นทีมแรก หลังจากนั้นในปี 2005 เขาถูกปลดปล่อยยืมตัวไปให้กับ เบลล่า วิสต้า ทีมในลีกรองของอุรุกวัย

เรจจิน่า (2008-2013)

ในเดือน เดือนมกราคม 2008 หลังจากที่ สตูอานี่ ซัดไป 19 ประตูในลีก อาเปอร์ตูร่า ฤดูกาล 2007 ให้กับ ดานูบิโอ ซึ่งทางสโมสร เรจจิน่า มองเห็นแววก็เลยจับมาเซ็นสัญญาร่วมกลุ่มเป็นระยะเวลา 4 ปี และก็ลงไปในสนามครั้งแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 12 เดือนมกราคม โดยลงเล่นเพียงแค่ 30 นาที ในเกมที่เสมอกับ เอ็มโปลี 1-1

อัลบาเซเต้ (2009-2010)

เมื่อวันที่ 31 เดือนกรกฎาคม 2009 ย้ายไปร่วมทีม อัลบาเซเต้ ในลีก เซกุนด้า ของประเทศสเปน ด้วยสัญญายืมตัว ซึ่งเขาสามารถยิงได้ถึง 22 ประตูใน 39 เกม โดยเขายังซัดแฮตทริกในเกมที่พบกับ กาสเตญ่อน และก็ กอร์โดบา ได้อีกด้วย นอกจากนี้เขายังมีส่วนช่วยให้ทีมรอดพ้นการตกชั้น ด้วยการมีแต้มอยู่เหนือโซนอันตราย 2 คะแนน

เลบานเต้ (2010-2011)

สำหรับฤดูกาล 2010-11 สตูอานี่ ยังคงอยู่ในประเทศเดิมในฐานะนักฟุตบอลยืมตัว แต่ว่าได้ย้ายไปเล่นในลีกสูงสุดอย่าง ลาลีก้า ให้กับสโมสร เลบานเต้ ซึ่งเขาเป็นเพียงนักฟุตบอลสำรองของ เฟลิเป้ ไซเซโด้ แต่อย่างไรก็ดีเขายังคงทำประตูได้ถึง 8 ลูกเลยทีเดียว โดยหนึ่งในนั้นเป็นการซัดสองประตูในเกมที่เปิดบ้านเอาชนะ มาลาก้า 3-1 อีกด้วย

ราซิ่ง ซานตานเดร์ (2011-2012)

ในฤดูกาลถัดมา สตูอานี่ ถูกยืมตัวไปเล่นให้กับสโมสร ราซิ่ง ซานตานเดร์ โดยในเดือน เดือนธันวาคม 2011 เขายิงประตูได้ในเกม โกปา เดล เรย์ เลกแรกที่พบกับ ราโย บาเยกาโน่ รวมไปถึงลูกจุดโทษในช่วงท้ายเกมของเลกสอง ซึ่งทำให้ทีมผ่านเข้ารอบถัดไปตามกฎอเวย์โกล ข้างหลังสกอร์รวมเท่ากัน 6-6
เอสปันญ่อล (2012-2015)

ในตอนหน้าร้อนของปี 2012 สตูอานี่ มีข่าวสารเชื่อมโยงกับสโมสร เดปอร์ตำหนิโบ้ ลา กอรุนญ่า รวมทั้งถึงแม้เขาจะผ่านการตรวจร่างกายไปแล้ว แต่ในวันที่ 28 เดือนสิงหาคม ต้นสังกัดที่เป็นเจ้าของเขาอย่าง เรจจิน่า ได้ตกลงเซ็นสัญญายืมตัวกับทางทีม เอสปันญ่อล ด้วยระยะเวลาหนึ่งฤดูกาล ซึ่งหลังจากหมดสัญญายืมตัว เขาก็ได้ย้ายไปเล่นให้กับ “เจ้านกแก้ว” เป็นการถาวร ตลอดระยะเวลาสัญญาที่เขาเล่นให้กับ เอสปันญ่อล สามารถยิงได้ถึง 25 ประตูจากเกมลีก 103 นัดที่ลงเตะ

มิดเดิ้ลสโบรช์ (2015-ปัจจุบันนี้)

ตอนวันที่ 15 เดือนกรกฎาคม 2015 มิดเดิ้ลสโบรช์ ได้บรรลุกติกาสำหรับการคว้าตัว สตูานี่ มาร่วมทัพหลังจากกลับมาจากภารกิจช่วยกลุ่มชาติ ด้วยค่าตัวประมาณ3 ล้านยูโร (ประมาณ 122 ล้านบาท) ซึ่งการลงสนามครั้งแรกในรายการ เดอะ แชมเปี้ยนชิพ เกิดขึ้นในวันที่ 9 เดือนสิงหาคม ด้วยการลงไปในสนามเป็นสำรองแทนที่ของ กิเก้ ในนาทีที่ 77 ในเกมที่เสมอกับ เปรสตัน นอร์ธ เอ็นด์ 0-0

สามวันต่อมา เขาได้รับโอกาสออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกม ลีก คัพ รอบแรก รวมทั้งยังยิงได้สองประตูในเกมนั้น ตอนให้ทีมเอาชนะ โอลด์แฮม แอธเลติก 3-1 ที่สนาม บอนดารี่ ปาร์ค นอกจากนี้ยังยิงได้อีกสองประตูในรอบต่อไป ช่วยให้ทีมแซงกลับมาชนะ เบอร์ตัน อัลเบี้ยน 2-1 ในช่วงต่อเวลาพิเศษ

สำหรับประตูแรกของเขากับ “สิงห์แดง” ลีก เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เดือนสิงหาคม 2015 ช่วยยิงให้ทีมกระหน่ำเอาชนะ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 3-1

เส้นทางในระดับทีมชาติ

สตูอานี่ ลงไปในสนามเป็นครั้งแรกอย่างเป็นทางการกับทีมชาติ อุรุกวัย ชุดใหญ่ ในวันที่ 14 เดือนพฤศจิกายน 2012 ในเกมกระชับมิตรกับ ประเทศโปแลนด์ (บุกชนะ 3-1) โดยตอนวันที่ 10 เดือนกันยายน เขาสามารถยิงแรกประตูให้กับทีมชาติชุดใหญ่ช่วยให้ทีมเปิดบ้านเอาชนะ โคลอมเบีย 2-0 ในรายการฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก 2014

ในวันที่ 13 เดือนพฤศจิกายน 2013 เขาสามารถทำประตูช่วยให้ทีม “จอมโหด” กระหน่ำเอาชนะ จอร์แดน ในรอบเพลย์-อ็อฟฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเลกแรก จากจังหวะชาร์จจ่อๆสม่ำเสมอจากการครอสของ นิโคลัส โลไดโร่

สตูอานี่ ถูกเลือกให้เป็น 1 ใน 23 คน ไปลุยศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิล ภายใต้การทำทีมของ ออสการ์ ตาบาเรซ และก็ลงไปในสนามในรายการนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตตอนวันที่ 14 เดือนมิถุนายน ในเกมแรกที่แพ้ให้กับ คอสตาริก้า 1-3 ในเมือง ฟอร์ตาเลซ่า

แหล่งที่มา sport-idol

ประวัติเปาโล

ประวัติเปาโล เกร์เรโร่ ศูนย์หน้าอีกหนึ่งคน

ประวัติเปาโล เกร์เรโร่ ศูนย์หน้าอีกหนึ่งคน

ประวัติเปาโล เปาโล เกร์เรโร่
เชื้อชาติ : เปรู
วันเกิด : 1 มกราคม 1984
อายุ : 31 ปี
สถานที่เกิด : ลิม่า , เปรู
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสร : ฟลาเมงโก้

เปาโล เกร์เรโร่ ศูนย์หน้าอีกหนึ่งรายที่ถูกจับตามองในศึก โคปา อเมริกา 2015 หนนี้หลังเพิ่งซัดแฮทริคมาได้ในเกมล่าสุดที่ เปรู เอาชนะ โบลิเวีย ไปได้ 3-1 ด้วยความนิ่งและความเฉียบคมของเขาถึงแม้จะมีอายุอานามถึง 31 ปีเข้าไปแล้ว แต่ เกร์เรโร่ ก็ยังแสดงให้เห็นว่าตัวเขายังมีพิษสงอยู่เสมอเมื่อได้บอลอยู่ในกรอบเขตโทษ

ประวัติของ เกร์เรโร่ นี่ดูดีไม่ใช่ย่อยเลยทีเดียว หลังเจ้าตัวเคยค้าแข้งอยู่กับอีกหนึ่งทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง บาเยิร์น มิวนิค มาแล้ว เกร์เรโร่ เกิดที่เมือง ลิม่า ประเทศ เปรู และเริ่มฝึกฟุตบอลกับทีมละแวกบ้านเกิดอย่าง สโมสร อลิอันซ่า ลิม่า ทีมในลีกต่ำสุดของ เปรู และด้วยฟอร์มที่โดดเด่นของเขาเกินกว่านักเตะในละแวกนั้นทำให้สโมสรยักษ์ใหญ่จาก เยอรมัน อย่าง บาเยิร์น มิวนิค มาเห็นฟอร์มและก็สนใจในการดึงตัวเขาเข้าไปร่วมทีมในทันที

สำหรับฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก เกร์เรโร่ โดนโทษแบนจาก ฟีฟ่า ถึง 6 เกมด้วยกัน หลังจากที่เจ้าตัวไปต่อว่าและดูถูกผู้ตัดสินในเกมที่ เปรู พบกับ อุรุกวัย เมื่อ มิถุนายน 2008 ในศึก โคปา อเมริกา ปี 2011 ถือว่าเป็นหนึ่งในรายการฟุตบอลที่ เกร์เรโร่ มักทำผลงานได้ดี โดยในปีนั้น เกร์เรโร่ สามารถทำแฮทริคได้ด้วยในเกมนัดชิงที่ 3 กับ เวเนซูเอล่า พา เปรู เอาชนะไปได้ 4-1 ซึ่งในศึก โคปา อเมริกา 2015 หนนี้ เกร์เร่โร่ ก็เพิ่งโชว์ซัดแฮทริคได้อีกครั้ง ในเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่ เปรู เอาชนะ โบลิเวีย ไปได้ 3-1 เปาโล เกร์เรโร่ ยิงประตูในนามทีมชาติไปแล้ว 24 ลูกจากการลงสนามทั้งหมด 61 นัด

เกียรติประวัติ
– แชมป์ บุนเดสลีก้า : 2004-05 , 2005-06
– เดเอฟเบ โพคาล : 2004-05 , 2005-06
– ยูฟ่า อินเตอร์โตโต้ : 2007
– แคมเปโอนาโต้ เปาลิสต้า : 2013
– เรโคปา ซูดาเมริกาน่า : 2013
– แชมป์สโมสรโลก : 2012

แหล่งที่มา sport-idol

ประวัตินักเตะ

ประวัตินักเตะ มิตชี่ บัตชูอายี่ กองหน้าของเชลซี

ประวัตินักเตะ มิตชี่ บัตชูอายี่ กองหน้าของเชลซี

ประวัตินักเตะ เขาลงสนามในนามทีมชาติเป็นครั้งแรก
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015

ประวัติส่วนตัว

ชื่อเต็ม : มิตชี่ บัตชูอายี่
วันเกิด : 2 ตุลาคม 1993
สถานที่เกิด : บรัสเซลล์, ประเทศเบลเยียม
สัญชาติ : เบลเยียม
ส่วนสูง : 182 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : เชลซี

มิตชี่ บัตชูอายี่ มีชื่อเล่นว่า “บัตส์แมน” หรือ “แบตส์แมน” ซึ่งเป็นการเล่นคำระหว่างชื่อของเขาและซูเปอร์ฮีโร่อย่าง “แบตแมน” โดยสไตล์การเล่นของเขาจากการนำเสนอของ โฟร์โฟร์ทู บอกไว้ว่า บัตชูอายี่ คล้ายคลึงกับ ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา ทั้งความเร็ว, ความแข็งแกร่ง, การหาตำแหน่งและการเชื่อมเกม

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร สตองดาร์ ลิแอช
บัตชูอายี่ เริ่มต้นค้าแข้งอย่างเป็นทางการกับ สตองดาร์ ลิแอช และลงสนามเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2011 ในเกมที่บุกพ่าย เกนท์ 1-4 โดยเปลี่ยนตัวแทนที่ของ ฟร้องค์ เบอร์ริเย่ร์ ช่วง 7 นาทีสุดท้าย

เขาเคยถูกไล่ออกจากสนามเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2012 ในศึกบอลถ้วยรอบหกที่พบกับ มูสครอน ด้วยการศอกใส่ทางด้านของ เบนจามิน เดลาคอร์ท ในช่วงครึ่งชั่่วโมงแรกของเกม และทำให้เขาถูกแบนสองเกมต่อมา แถมยังถูกปรับอีก 200 ยูโร (ประมาณ 7,600 บาท) ทว่าอย่างไรก็ดีฤดูกาลนั้นเขาสามารถทำประตูได้ทั้งสิ้น 12 ลูกจาก 26 เกมที่ลงเล่น ในซีซั่น 2013-14 บัตชูอายี่ ซัดประตูได้ 21 ลูกตลอด 34 เกมลีกและทำให้เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดอันดับสองของลีก ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นการซัดแฮตทริกแรกในการค้าแข้งจากเกมที่เอาชนะ ออสเตนเด้ 4-2 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2013

โอลิมปิก มาร์กเซย

เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2014 บัตชูอายี่ ได้ตกลงเซ็นสัญญากับสโมสรจากฝรั่งเศสอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย ด้วยค่าตัว 4.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 199 ล้านบาท) ซึ่งเขาได้รับโอกาสลงสนามทันทีอีกหนึ่งวันต่อมาในเกมลีกที่เอาชนะ บาสเตีย 3-2 ด้วยการเปลี่ยนตัวแทน ดมิทรี่ ปาเยต ช่วง 11 นาทีสุดท้าย ในวันที่ 29 ตุลาคม 2014 เขาสามารถเบิกสกอร์แรกในกับสโมสรได้ในเกมที่แพ้ แรนส์ 1-2 ของศึก กูป เดอ ลา ลีก รอบสาม และแม้ว่า บัตชูอายี่ จะไม่ค่อยได้ลงเล่นเป็นตัวจริง แต่เขาก็กดไปทั้งสิ้นถึง 9 ประตูในลีกให้กับทีมของกุนซือ มาร์เซโล บิเอลซ่า

เชลซี

เมื่อเดือน เมษายน 2016 มีรายงานว่าสโมสรจากแดนผู้ดีอย่าง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ให้ความสนใจที่จะคว้าตัวเขามาร่วมทีม โดยยื่นข้อเสนอ 35 ล้านยูโร (ประมาณ 1,545 ล้านบาท) แต่สองเดือนหลังจากนั้นมีข่าวว่าเพื่อนบ้านของพวกเขาอย่าง คริสตัล พาเลซ ยื่นข้อเสนอสูงกว่าอยู่ที่ 38 ล้านยูโร (ประมาณ 1,679 ล้านบาท) เพื่อขอคว้าตัวเขามาร่วมทีม ทุกอย่างเหมือนจะไปได้สวยกับ คริสตัล พาเลซ แต่กลับกลายเป็น เชลซี ทีมยักษ์ใหญ่ร่วมเมือง ปาดหน้าคว้าตัว บัตชูอายี่ มาร่วมทีมได้สำเร็จ ด้วยค่าตัวทั้งสิ้น 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,766 ล้านบาท) ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากแคมป์ทีมชาติสู้ศึกยูโร 2016 เพื่อเดินทางมาตรวจร่างกายที่ลอนดอน จนกระทั่งในวันที่ 3 กรกฎาคม บัตชูอายี่ ได้เซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการกับ เชลซี ด้วยระยะยาวนานกว่า 5 ปี ซึ่งเป็นดีลแรกภายใต้การทำทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2016 เขาได้รับโอกาสลงเล่นเปิดตัวกับ “สิงห์บลูส์” ในเกมเปิดสนามที่เอาชนะ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 2-1 ด้วยการลงเป็นสำรองแทน ดิเอโก้ คอสต้า ซึ่ง 5 วันต่อมา เขาก็สามารถซัดประตูแรกในพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จในเกมที่พบกับ วัตฟอร์ด

เส้นทางอาชีพกับทีมชาติ

บัตชูอายี่ สามารถเลือกเล่นให้กับทีมชาติ ดีอาร์ คองโก ได้ ตามเชื้อสายของครอบครัว แต่ในเดือน มีนาคม 2015 เขาได้ปฏิเสธตัวเลือกนี้ และขอลงเล่นให้กับประเทศบ้านเกิดอย่าง เบลเยี่ยม แทน เขาลงสนามในนามทีมชาติเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2015 ในศึก ยูฟ่า ยูโร 2016 รอบคัดเลือกที่พบกับ ไซปรัส โดยถูกเปลี่ยนมาเล่นแทน คริสติย็อง เบ็นเตเก้ ในนาทีที่ 77 และยิงไกลจากนอกกรอบเขตโทษใน 3 นาทีต่อมา ช่วยให้ทีมถล่มเอาชนะในรังไปได้ 5-0 ซึ่งนั่นทำให้เขาถูกเลือกให้ติดทีมไปเล่นในรอบสุดท้ายที่ฝรั่งเศสอีกด้วย

แหล่งที่มา sport-idol

ตำแหน่งกองหน้า โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ตำแหน่งกองหน้า

ตำแหน่งกองหน้า โมฮาเหม็ด ซาลาห์

ตำแหน่งกองหน้า ซาลาห์ เริ่มเล่นฟุตบอลครั้งแรกให้กับชุดเยาวชนของ เอล โมคารูน ทีมในลีกของอียิปต์ก่อนที่เจ้าตัวจะแสดงศักยภาพออกมาเรื่อยๆจนไปเตะตาแมวมองของทีม บาเซิ่ล ยอดทีมในศึกสวิตเซอร์แลนด์หลังจากนั้นเจ้าตัวก็โชว์ได้สะเด่าซะเหลือเกินจนย้ายไปอยู่หลายลีกหลายทีมด้วยกันและตอนนี้ ซาลาห์ ได้กลายเป็นแข้งคนสำคัญของสาวก “เดอะ ค็อป” ลิเวอร์พูล สโมสรยักษ์ใหญ่ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หลังจาก ซาลาห์ บ่มเพาะฝีมือกับทีมชุดเยาวชนของเอล โมคารูน อยู่ถึง 4 ปีในที่สุดโอกาสในการโลดแล่นบนลีกสูงสุดก็มาถึงเมื่อเขาได้ลงประเดิมสนามในวันนี้ 3 มิถุนายน 2010 โดยลงมาเป็นสำรองในเกมที่เจ๊ากับ เอล มันซูร่า 1-1 ซึ่งจากการลงสนามในเกมวันนั้นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสในการลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆจนในที่สุดเจ้าตัวก็ปลดล็อคซัดประตูแรกในเกมลีกได้สำเร็จ

ในฤดูกาล 2011-2012 หลังจากได้รับความไว้วางใจให้ลงสนามเป็นตัวจริงและกำลังโชว์ฟอร์มได้อย่างสะเด่าแต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อมีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทครั้งใหญ่จนเป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 74 รายและบาดเจ็บระนาวถึง 500 จึงส่งผลให้สมาคมฟุตบอลอียิปต์ตัดสินใจยกเลิกการแข่งขันทีงหมดในซีซั่นนั่นเอง

หลังจากเกิดเหตุโศกนาฏกรรมดังกล่าวสิ้นสุดลงก็ได้มีทีมจากศึกสวิต ซูเปอร์ลีก อย่าง บาเซิ่ล ได้เดินทางมาเตะอุ่นเครื่องกับทีมชาติอียิปต์ ชุดยู-23 ซึ่งประจวบเหมาะกับ ซาลาห์ มีชื่ออยู่ในชุดนี้ด้วยโดยเจ้าตัวได้โอกาสลงเล่นในช่วงครึ่งหลังและโชว์ฟอร์มเทพเหมาคนเดียวไปถึงสองเม็ดซึ่งเกมนั้นจบลงที่ อียิปต์ ชุดยู-23 เอาชนะไปได้แบบสุดมัน 4-3 และหลังจากจบเกมดังกล่าวทางสบอร์ดบริหารของบาเซิ่ล ไม่รอช้ารีบคว้าตัวเพชรเม็ดงามรายนี้เข้าสู่ทีมทันทีและประกาศคว้าตัวในวันที่ 10 เมษยน 2012 ด้วยการเซ็นสัญญาระยะยาวถึง 4 ปีด้วยกัน

23 มิถุนายน 2012 เบิกสกอร์แรกให้กับตัวเองในช่วงทัวร์ปรีซีซั่นด้วยการยิงประตูใส่สเตอัว บูคาเรสต์ นั่นเอง ซึ่งเกมอย่างเป็นทางการสำหรับปีกตัวจี๊ดสัญชาติอียิปต์ก็คือการลงประเดิมในถ้วยหูใหญ่อย่างศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก รอบคัดเลือกในการพบกับโมลด์ ตัวแทนจากลีกนอร์เวย์ซึ่งลงมาในฐานะตัวสำรอง หลังจากนั่นเจ้าตัวก็ได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้นเรื่อยๆเหมือนตอนที่เล่นอยู่ในประเทศบ้านเกิด ด้วยเกรดทีมที่ยังต่อกรใครไม่ได้จึงส่งผลให้พวกเขาตกรอบในบอลยุโรปด้วยการพ่ายต่อเชลซี ไปด้วยสกอร์รวม 2-5 ส่วนผลงานในลีกยังคงเป็นที่หนึ่งในดวงใจเสมอเพราะว่าพวกเขาคว้าตำแหน่งแชมป์ลีกมาครองได้นั่นเอง

ซาลาห์ เริ่มต้นซีซั่นใหม่ด้วยคว้าแชมป์อูเรน คัพ ซึ่งเป็นการพบกันของแชมป์ลีกและแชมป์บอลถ้วยนั่นเอง ผลงานส่วนตัวของ ซาลาห์ ในฤดูกาลใหม่นี้ค่อนข้างดีเนื่องจากเจ้าตัวยิงประตูใส่ทีมในลีกได้แล้วยังผลิตสกอร์ในถ้วยยุโรปได้อย่างต่อเนื่องแต่ดันมีปัญหาในการไปเยือน มัคคาบี้ เทล อาวีฟ ทีมจากอิสราเอลที่ ซาลาห์ ดันไม่ได้จับมือกับผู้เล่นเจ้าบ้านเนื่องจากช่วงนั้นมีปัญหาเรื่องเชื้อชาติมาเกี่ยวข้องด้วยจน ซาลาห์ ถูกจับตามองเป็นพิเศษก่อนที่ต้นสังกัดอย่าง บาเซิ่ล ต้องเรียกตัวมาปรับความเข้าใจแต่ท้ายที่สุดปัญหาเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดี

แหล่งที่มา sport-idol

ประวัติของ

ประวัติของ ติโม แวร์เนอร์

ประวัติของ ติโม แวร์เนอร์

ประวัติของ ชื่อเต็ม : ติโม แวร์เนอร์

วันเกิด : 6 มีนาคม 1996
สถานที่เกิด : สตุ๊ตการ์ต, ประเทศเยอรมัน
สัญชาติ : เยอรมัน
ส่วนสูง : 181 เซนติเมตร
ตำแหน่ง : กองหน้า
สโมสรปัจจุบัน : ไลป์ซิก

ประวัติส่วนตัว

ติโม แวร์เนอร์ (เกิด 6 มีนาคม 1996) นักฟุตบอลอาชีพในตำแหน่งกองหน้า อดีตเด็กปั้นอคาเดมี่ของ สตุ๊ตการ์ต ซึ่งปัจจุบันลงเล่นให้กับสโมสร ไลป์ซิก และ ทีมชาติเยอรมัน

ประวัติการค้าแข้งกับสโมสร

สตุ๊ตการ์ต

เขาเริ่มต้นเส้นทางอาชีพกับสโมสร สตุ๊ตการ์ต เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2013 ในศึก ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือก พบกับทีม โบเตฟ พลอฟดิฟ ด้วยวัยเพียง 17 ปี 4 เดือนกับอีก 25 วันเท่านั้น ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นในแมตช์เป็นทางการให้กับทีมบุนเดสลีก้าอย่าง “ม้าขาว” แวร์เนอร์

ลงสนามในศึกบุนเดสลีก้าเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2013 พบกับ เลเวอร์คูเซ่น ต่อมาในวันที่ 22 กันยายน 2013 เขาสามารถเปิดสกอร์แรกบนลีกสูงสุดในเกมที่เผชิญหน้ากับทางด้าน ไอทรัคต์ แฟร้งค์เฟิร์ต หลังจากนั้นวันที่ 10 พฤศจิกายน เขามีส่วนช่วยให้ทีมเอาชนะ ไฟร์บวร์ก 3-1 ด้วยการซัดประตูช่วง 2-0 และ 3-1 นั่นทำให้เขากลายเป็นดาวเตะที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์บุนเดสลีก้า

ที่สามารถยิงสองประตูในเกมเดียวกันได้ ตลอด 3 ปีกับสโมสร แวร์เนอร์ ซัดไปทั้งสิ้น 13 ประตูจาก 95 เกมลีกที่ลงสนาม ก่อนจะถูกทางด้านของ ไลป์ซิก ทีมน้องใหม่ไฟแรงคว้าตัวไปเสริมทัพก่อนลุยศึกบุนเดสลีก้าของฤดูกาล 2016-17

แหล่งที่มา sport-ido